การประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ ครั้งที่ 6/2559

รมว.ศธ. กล่าวว่า กองทุนสงเคราะห์ กระทรวงศึกษาธิการ (Private Teacher Aid Fund) เป็นกองทุนสงเคราะห์ เดิมจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ตุลาคม พ.ศ.2518 ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2518 และเมื่อพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ได้ให้กองทุนสงเคราะห์มีฐานะ   เป็นนิติบุคคล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสงเคราะห์ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา ในลักษณะเงินทุนเลี้ยงชีพ สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ ส่งเสริมการออม ตลอดจนเงินสวัสดิการสงเคราะห์ และเงินทดแทน   โดยมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกองทุน

ทั้งนี้ เงินกองทุนดังกล่าวได้มาจากแหล่งต่างๆ คือ (1) กองทุนสงเคราะห์ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 (2)เงินที่ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาส่งเข้ากองทุนร้อยละสามของเงินเดือน(3) เงินที่โรงเรียนในระบบส่งเข้ากองทุน ร้อยละสามเท่ากับที่ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาส่งเข้ากองทุน (4) เงินสมทบที่กระทรวงศึกษาธิการส่งสมทบร้อยละหก (5) ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาค  (6) เงินเพิ่มและรายได้อื่นๆ (7) ดอกผลของเงินและทรัพย์สินของกองทุน

ที่ประชุมครั้งนี้ ได้หารือถึงสภาวะทางการเงินของกองทุนฯ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสวัสดิการของครูเอกชนกว่า 100,000 คน ในสองส่วนคือ ค่ารักษาพยาบาลและเงินช่วยเหลือการศึกษาของบุตร ซึ่งแต่เดิมกองทุนมีความคล่องตัว เพราะอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าร้อยละ 10 แต่ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยลดลง จึงมีปัญหาค่าใช้จ่ายของกองทุนเกินงบประมาณมาโดยตลอด ที่ประชุมจึงได้หารือและมีข้อเสนอแนวทางแก้ปัญหา แนวทาง ดังนี้

1) ขอรับงบประมาณสมทบจากรัฐ โดยเสนอให้มีการเสนอขอรับงบประมาณสมบทจากรัฐบาลที่ต้องจ่ายให้กองทุนร้อยละ 6ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกองทุน โดยมอบให้กองทุนรวบรวมหลักฐานและสรุปรายละเอียดงบประมาณที่จะขอรับสมทบย้อนหลัง เพื่อใช้ประกอบการเสนอของบประมาณต่อไป

2) การลงทุนทางการเงิน ขณะนี้กองทุนมีเงินกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้นำเงินบางส่วนไปฝากบัญชีฝากประจำ ลงทุนตราสารหนี้และหุ้น เพื่อนำดอกผลมาเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสองส่วนหลัก และขอให้ไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงื่อนไขของบริษัทประกันสุขภาพต่างๆ โดยพิจารณาถึงความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกัน ความครอบคลุมและคุ้มค่าของสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับเป็นสำคัญ

3) ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการใช้สิทธิรักษาพยาบาล ซึ่งกองทุนได้คิดวางแผนการเงินให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้เพื่อดูแลครูอยู่แล้ว กล่าวคือมีสัดส่วนในการจ่ายเงินให้กองทุน คือ ครูร้อยละ 3 : โรงเรียนร้อยละ 3 : รัฐบาลร้อยละ 6 ซึ่งมากเป็นสองเท่าของระบบประกันสุขภาพในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคที่รัฐบาลสมทบเพียงร้อยละ เท่านั้น แต่เนื่องจากในอดีตครูสามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ไม่จำกัดจำนวน ต่อมาภายหลังจากอัตราดอกเบี้ยลดลง ทางกองทุนได้กำหนดให้เบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน แสนบาทต่อปี จึงทำให้ครูบางส่วนต้องการย้ายไปอยู่ระบบประกันสุขภาพในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา ชุด เพื่อศึกษาและแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ โดยจะต้องศึกษารายละเอียดและข้อกฎหมายว่าสามารถย้ายครูไปในระบบดังกล่าวได้หรือไม่ และหากทำได้ อาจจะต้องลดเงินสมทบของรัฐบาลจากร้อยละ ลงหรือไม่ และลดจำนวนเท่าใด แม้จะยังไม่แน่ชัด แต่จะส่งผลต่อวงเงินหลังเกษียณอายุที่ครูเคยได้ร้อยละ 12 อย่างแน่นอน เพราะครูไปใช้สิทธิ์ในระบบดังกล่าวแล้ว พร้อมทั้งให้กองทุนคำนึงถึงครูที่มีสุขภาพดี-ไม่เจ็บป่วย ที่ต้องการได้รับเงินหลังเกษียณอายุร้อยละ 12 เช่นเดิมด้วย